ลูกเอ๋ย ทำไมแม่ถึงได้ตีลูก

(แปลมาจากบทความภาษาจีน จากwww.googcc.com

〈"孩子, 我为什么打你"〉

มีวันหนึ่งฉันได้คุยกับเพื่อนว่า ต่อให้ตอนที่ฉันเป็นทหารแดงท่ามกลางการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ฉันก็ไม่เคยตีใครเลย ฉันยังพูดอีกว่า ตลอดชีวิตของฉันนี้ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยตีใคร ลูกก็พูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า แม่ แม่ตีคนคนหนึ่งเป็นประจำเลย คนคนนั้นก็คือหนูไงล่ะ

ในพริบตาห้องทั้งห้องก็เงียบงันลง ในวันนั้นฉันคุยต่อกับเพื่อนอีกหลายต่อหลายเรื่อง แต่ใจของฉันนั้นไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ลูกเอ๋ย คำถามที่มีทิฐิของลูก เปรียบเสมือนงวงไม้เลื้อยของต้นตีนตุ๊กแก ที่เข้ามาพันเกี่ยวอยู่เต็มหัวใจของแม่ เห็นดวงตาที่ใสซื่อของลูกที่อยู่เบื้องหน้าแม่ แม่ก็ยอมรับว่า บนโลกนี้ มีเพียงคนๆหนึ่งที่แม่เคยตี ไม่ใช่ด้วยความบังเอิญ แต่ว่าทำเป็นอาจิณ ไม่ได้ทำอย่างเบามือ แต่ทำให้มันจำไปเบื้องลึกของจิตใจ คนๆนั้นก็คือลูกนั่นเอง

ตอนที่ลูกยังเล็กๆอยู่นั้น แม่ไม่เคยตีลูกเลย ลูกเป็นเด็กที่บอบบางมาก เหมือนกับเมล็ดของถั่วลันเตาที่ถูกห่อหุ้มเอาไว้ในฝัก แม่กลัวว่าอะไรก็ตามที่มากระทบกระทั่งลูกแม้แต่เพียงเล็กน้อย จะทำให้ชีวิตน้อยๆที่แสนอ่อนแอต้องบอบช้ำ เพื่อลูกแล้วทำงานเหน็ดเหนื่อยไม่มีหยุดหย่อน ไม่มีการบ่น ไม่มีการเสียใจ ตอนที่ลูกกำลังหลับปุ๋ยตรงหน้าแม่เงยหน้าขึ้นสาบานกับสวรรค์เบื้องบนว่า แม่จะพยายามอย่างสุดกำลังของแม่เพื่อปกป้องคุ้มครองลูก ตราบจนกระทั่งวันที่แม่จากโลกนี้ไป

ลูกเหมือนกับหน่อไผ่ที่เริ่มจะโต ลูกก็เริ่มที่จะดื้อ เริ่มที่จะเล่นพิเรนทร์ ถ้วยชามกะละมังที่ลูกวิ่งไปชนแตก กับของเล่นที่ลูกรื้อออกมา เงินทองที่ลูกทำหายไป เสื้อผ้าที่ลูกทำสกปรก

แม่ล้วนแค่ไม่เคยตีลูกเลย แม่คิดว่าสำหรับเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของเด็กที่จะร่าเริงมีชีวิตชีวาซึ่งเหมือนกับการเดินไปบนถนนแล้วพบกับอุปสรรคล้มลง ก็สมควรที่จะให้อภัย

สาเหตุของการตีลูกครั้งแรก จำไม่ค่อยได้แล้ว สำหรับคนทั่วไปความทรงจำต่อความเจ็บปวด ก็มักที่จะลืมไปเสีย กล่าวสั้นๆก็คือ ในเวลานั้นลูกค่อยๆที่จะรู้เรื่องแล้ว สติปัญญาของเด็กที่เพียบพร้อมในเบื้องต้นนั้น ทั้งไร้เดียงสา เอาแต่ใจ เจ้าเล่ห์และมีแต่ข้อบกพร่องเต็มไปหมด ลูกเหมือนกับลูกสัตว์ที่แสนดื้อ วิ่งเหลิงไปมาท่ามกลางทุ่งหญ้าอย่างควบคุมไม่ได้ แม่จำเป็นต้องทำให้ลูกยอมรับกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ทั่วไปยอมรับกันเพื่อให้ลูกจำและปฏิบัติตามมันไปชั่วชีวิต หากการจ้ำจี้จ้ำไชทั้งหมดที่บอกไปไม่มีผล คำชมทั้งหมด การวิพากวิจารณ์ คำขู่ รวมทั้งการให้รางวัล ทุกอย่างล้วนไม่มีคุณประโยชน์ใดเลย หลังจากนั้น แม่ก็ถูกบีบบังคับให้ต้องใช้ไม้ตายสุดท้าย

นั่นก็คือ การตี

ถ้าหากว่าลูกไปเล่นกับไฟ เปลวไฟก็จะแผดเผานิ้วมือของลูกให้เจ็บปวด ประสบการณ์ที่ศึกษาด้วยตัวเองนี้ จะทำให้ลูกไม่ไปจับต้องเปลวไฟที่พลิ้วไหวดุจผ้าแพรอีกต่อไป ลูกเอ๋ย แม่หวังว่า ความจอมปลอม ความอ่อนแอ ความเหี้ยมโหด ความเจ้าเล่ห์ อุปนิสัยที่น่ารังเกียจเหล่านี้

เมื่อครั้งแรกที่ลูกได้ไปสัมผัสกับมัน ลูกจะสามารถจะประคับประคองความเจ็บปวดจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ จากนั้นก็ตัดขาดจากพวกมันไปเลยตลอดกาล

ฉันรู้ว่าการตีคนมันผิดกฎหมาย แต่ว่าบนโลกนี้ยกเว้นเป็นพิเศษให้กับผู้เป็นพ่อแม่ เพราะการตีก็คือความรัก คนทั่วไปได้มอบอำนาจส่วนหนึ่งนี้ให้ไว้กับผู้เป็นมารดา ฉันซึ่งใช้อำนาจในการตีนั้น จริงๆแล้วไม่ได้อยากตีเลย ตอนตีแขนหนักอึ้งเหมือนเหล็กสักพันชั่งมาถ่วงเอาไว้

ฉันใช้ประโยชน์จากการตีอย่างระมัดระวัง เสมือนกับคนจนที่ใช้เงินทองก้อนสุดท้าย

ยามที่แม่ตีลูกทุกครั้ง ใจของแม่ก็สั่นระริกอยู่เบาๆ แต่ละครั้งที่ตีก็เฝ้าถามตัวเองว่า เวลานั้นจะไม่ตีก็ไม่ได้ใช่ไหม ไม่ตีเขาฉันยังจะมีวิธีอื่นอีกหรือ? มีก็แต่ความพยายามที่ทำมาทั้งหมดจะล้มเหลวไปในที่สุด ลูกเอ๋ย ทุกครั้งที่แม่ยกมือขึ้นมาดูหลังจากตีลูกไปแล้ว แม่ก็จะตำหนิตัวเองอยู่ลึกๆ หากว่าการลงโทษตัวเองทำให้อบรมสั่งสอนลูกได้ ลูกเอ๋ย แม่ยินยอมที่จะลงโทษตัวเอง ซึ่งก็คงจะรุนแรงกว่าถึง10เท่าแต่ฉันรู้ดีว่า การลงโทษนั้นแทนที่กันและเปลี่ยนวิธีไม่ได้ มันเหมือนกับอาหารในยามหน้าแล้ง มีเพียงตัวลูกที่ต้องเคี้ยวแล้วกลืนลงไปเอง ถึงจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตลูก เหตุผลข้อนี้อาจจะลึกซึ้งไปบ้าง อาจจะต้องรอให้ลูกได้กลายเป็นพ่อแม่คนก่อน ถึงจะเข้าใจ

การตีคนเป็นงานที่ต้องใช้พลังกายมาก ทำให้ข้อมือต้องเจ็บปวด เหมือนกับ เอามือเปล่าไปยกถ่านหินพันก้อนขึ้นตึกห้าชั้น ครั้นแล้วผู้คนก็ได้คิดค้นอุปกรณ์ในการตีขึ้นมา ได้แก่ ไม้เรียว ,

ส้นรองเท้า, ไม้ขนไก่

แต่ไหนแต่ไหนแม่ไม่เคยใช้เครื่องมือพวกนั้นเลย คนตีต้องออกแรงในการตีมาก ตีแต่ละครั้งก็ได้รับแรงสะท้อนกลับที่เหมือนกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักพลศาสตร์ ในขณะที่แม่มุ่งมั่นที่จะตีลูก มือของแม่เองก็ต้องรับกับแรงตีที่สะท้อนกลับมา ได้รับความเจ็บปวดเท่าๆกับลูก แม่ถึงต้องควบคุมกะแรงให้แม่นยำ ไม่ตีลูกให้หนักจนเกินไป

แม่แทบจะคิดอย่างไม่ลังเลเลยว่า ทุกครั้งที่ตีลูก ความเจ็บปวดที่รู้สึกได้มันเจ็บปวดยาวนานกว่าลูกเสียอีก ก็เพราะว่า สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเหนื่อยกาย แต่เหนื่อยใจ

ลูกเอ๋ย ฟังที่ลูกพูดแล้ว ในที่สุดแม่ก็ตัดสินใจว่าจะไม่ตีลูกอีกแล้ว เพราะว่าลูกโตแล้ว เพราะว่าลูกเข้าใจเหตุผลต่างๆแล้ว เด็กน้อยที่ไม่เข้าใจเรื่องราวต่างๆแม้แต่น้อย ได้กลายเป็นคนที่เข้าเหตุผลต่างๆแล้ว ฉันจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องตีแล้ว เพราะว่าการตีไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เพียงแต่อาจจะรู้เรื่องแบบครึ่งๆกลางๆ ตัวฉันถือว่าจริงๆแล้วเด็กที่ไม่เข้าใจเหตุผลเลย ถึงจะตีได้ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่ได้เร็วขึ้น ลูกเอ๋ย ตีกับไม่ตีก็คือรักทั้งนั้น ลูกน่ะเข้าใจหรือเปล่า?


edit @ 2006/10/29 20:40:03
edit @ 2006/10/29 20:43:09

edit @ 2006/10/29 20:44:42

edit @ 14 Feb 2008 20:54:33 by yu

Comment

Comment:

Tweet

embarrassed surprised smile double wink cry

#2 By พะพาย (114.128.58.203) on 2009-07-25 11:29

เดี๋ยวจะไปเขียนเล่าให้ลูกฟังค่ะ..

อ่านแล้วน้ำตาร่วงเลย อยากบอกว่าทุกคำพูดในนี้ คือคุณแม่แบบเรานี่เอง..

มันเหมือนจับตัวพี่ไปเขียนเลยค่ะ ซึ่งคุณแม่ท่านอื่นน่าจะเป็นแบบนี้เช่นกัน..เชื่อว่าเช่นนั้น


ทุกอย่างทำไปด้วยความรักที่พึงมีแก่ลูกรักจ๊ะ

ขอบคุณนะคะ น้องยู้