นักกีฬาพิการทางสายตา (เห็นหัวข้อแล้วอย่าเพิ่งเมินนะคะ ขอร้อง ลองอ่านดูก่อน)

เขียนไว้นานแล้วแหละค่ะ แต่เพิ่งจะลง แหะๆ เก่าแต่มีสาระนะคะ


ภาพของตึกรามบ้านช่อง ตึกระฟ้ามากมายที่แออัดกันอยู่เบื้องล่าง ภาพของผู้คนที่ต่างรีบเร่งเดินทาง รถยนต์จำนวนมากมายที่วิ่งกันขวักไขว่ ภาพเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ดิฉันและเพื่อนๆ หรือแม้แต่ใครต่อใครต่างเห็นกันจนชิน แต่สำหรับชายคนหนึ่ง ภาพเหล่านี้ได้กลายเป็นเพียงความทรงจำไปเสียแล้ว


ที่สนามกีฬาแห่งชาติ ดิฉันและกลุ่มเพื่อนได้เดินทางมาเพื่อสัมภาษณ์ชายคนหนึ่งตามที่ได้นัดกันไว้ พอพวกเราลงจากรถไฟฟ้า ก็เข้ามายังเขตสนามกีฬาแห่งชาติและตรงดิ่งไปยังหอพักนักกีฬาทันที


ดิฉันเดินผ่านทางเข้าหอที่มีน้ำท่วมขัง เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดที่คนมองเห็นอย่างเรายังเดินเข้าไปอย่างทุลักทุเล เมื่อไปถึงเราก็เห็นว่าชั้นล่างของหอพักที่เป็นโรงอาหาร มีคนนั่งอยู่ไม่กี่คน ไม่นานหลังจากโทรตาม ชายใส่แว่นตาดำคนหนึ่งก็ค่อยๆเดินลงมาพร้อมกับไม้เท้าที่กวัดแกว่ง และเดินตรงมาตามเสียงของพวกเราที่คุยกัน เมื่อเห็นดังนั้นเพื่อนดิฉันก็รีบวิ่งไปพาเขามานั่ง พวกเราต่างกล่าวทักทายพี่พร้อมกับแนะนำตัวเองเสร็จสรรพ เขานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จนพวกเราทำอะไรกันไม่ถูก แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงบางเบา ครับ..สวัสดีครับ แล้วจึงกล่าวแนะนำตัวเองว่า ชื่อ สงวน อายุ46ปี ท่าทีของพี่สงวนทีมีต่อพวกเรานั้นดูค่อนข้างเกร็งๆ พวกเราเห็นดังนั้นจึงรีบบอกให้พี่เขาทำตัวตามสบาย


หลังจากแนะนำตัวแล้วพี่สงวนก็เริ่มเล่าเกี่ยวกับตนเองว่าเป็นลูกคนที่4ในบรรดาพี่น้อง 5 คน พี่สงวนเป็นคนจังหวัดเพชรบูรณ์ พี่สงวนช่วยกิจการทางบ้านปลูกมะขามหวาน จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยครู แล้วจึงไปทำงานที่โรงงานกระจกรถ แต่แล้วชีวิตของพี่สงวนก็ต้องพบกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต วันหนึ่ง เศษกระจกได้กระเด็นเข้าตาของเขาทั้งสองข้าง แม้นายจ้างจะช่วยเรื่องค่ารักษาเต็มที่ แต่ก็ไม่อาจช่วยได้ ตาของเขาบอดสนิท เห็นแสงแต่เพียงลางๆ ช่วงแรกพี่สงวนทำใจไม่ได้เลย แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกสิ่งทุกอย่างก็ค่อยๆดีขึ้น เพราะมีครอบครัวและคนรอบข้างต่างช่วยเป็นกำลังใจ ถึงพี่สงวนจะสูญเสียการมองเห็นไป แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ การปลูกมะขามที่ทำมาก่อนก็ยังทำต่อไป แต่ใช้การจ้างลูกจ้างแทน นอกจากนี้ทุกต้นเดือนและกลางเดือนพี่สงวนยังขายลอตเตอรีอีกด้วย พี่สงวนดำเนินชีวิตไปเช่นนี้จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนของเขาที่จบจากวิทยาลัยครูด้วยกันซึ่งเป็นอาจารพละ ได้เข้ามาชักชวนให้พี่สงวนไปเล่นกีฬาคนพิการ ด้วยใจที่รักการกีฬามาแต่เด็กๆทำให้พี่สงวนคิดเล่นกีฬาอีกครั้ง พี่สงวนเล่าว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬาแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำ กรีฑา และตระกร้อ พอถามว่าพี่สงวนว่ารู้ได้อย่างไรว่าตนเองมีพรสวรรค์ พี่สงวนก็ย้อนความไปเมื่อตอนสมัยที่ตัวเองยังเรียนอยู่วิทยาลัยพละ ตอนนั้นพี่สงวนเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ พี่สงวนยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไม่ขยันซ้อมวิ่งเลย แค่เมื่อมาวิ่งจริงๆกลับสามารถวิ่งชนะนักกรีฑาได้ แต่พอสูญเสียการมองเห็นพรสวรรค์เหล่านี้ก็หายไปด้วย เมื่อมองไม่เห็นแล้วจะทำอะไรก็ลำบากไปหมด แต่เมื่อได้กลับมาเล่นกีฬาอีกครั้งจิตใจที่เคยห่อเหี่ยวก็กลับมาสดใสอีกครั้ง เมื่อร่างกายแข็งแรง จิตใจก็แข็งแกร่งตามไปด้วย


พี่สงวนเริ่มต้นการเล่นกีฬาอีกครั้งด้วยกีฬาที่เขาถนัดที่สุด คือการว่ายน้ำ แต่เนื่องจากอาการแสบตาจากคลอรีนทำให้ ต้องหยุดเล่น และเปลี่ยนไปเล่นกีฬาชนิดอื่น จนมาลงท้ายที่กรีฑา ประเภทลู่ ด้วยความมุ่งมั่น ฟิตซ้อมร่างกายอย่างหนัก โดยการเล่นเวตรวมทั้งนำประสบการณ์ตอนที่ยังตาดีอยู่มาร่วมใช้ ด้วยเวลาไม่นานพี่สงวนก็สามารถติดทีมชาติได้ เมื่อติดทีมชาติแล้วพี่สงวนก็ได้รับคำแนะนำจากโค้ชจนพัฒนาการวิ่งของตัวเองให้เร็ว


เมื่อเล่ามาถึงจุดนี้ทั้งดิฉันและเพื่อนๆก็สงสัยกันเป็นอย่างมากว่าในเมื่อพี่สงวนมองไม่เห็นแล้ววิ่งได้อย่างไร พี่สงวนก็ไขข้อกระจ่างให้เราฟังว่า ผู้พิการทางสายตาที่ตาบอดสนิททุกคนจะมีไกด์รันเนอร์ซึ่งเป็นคนปกติ เป็นผู้บอกทิศทางวิ่งให้ ไกด์รันเนอร์จะเป็นคนที่วิ่งเร็วกว่านักกีฬาอยู่แล้ว เพื่อที่จะคอยควบคุมนักกีฬาได้ ขณะวิ่งจะไปพร้อมๆกัน ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเส้นชัย โดยทั้งสองคนจะมีเชือกคล้องมือเอาไว้ ขณะวิ่งก็คอยบอกทิศทางและแนะนำอยู่ตลอด ซึ่งไกด์รันเนอร์ถือเป็นนักกีฬาคนหนึ่ง เก็บตัว และซ้อม เหมือนกันทุกอย่าง ส่วนไกด์รันเนอร์ของพี่สงวน ก็คือ พี่ใหญ่ ซึ่งเป็นอดีตนักกีฬาทีมชาติที่มีชื่อเสียง พี่สงวนพูดถึงพี่ใหญ่อย่างชื่นชมว่า ไม่นึกว่าจะได้โค้ชที่ดีอย่างนี้ โค้ชได้สอนอะไรให้กับเขาหลายๆอย่าง เช่น ปกติแล้วคนตาบอดวิ่งจะไม่รู้ตัวเองเลยว่าวิ่งเร็ว และตรงหรือไม่ ต้องมีโค้ชคอยชี้แนะสอนการลงเข่า สอนท่า การตบเท้าตลอดกว่าจะวิ่งได้ดี ช่วงแรกที่วิ่งด้วยกันก็มีปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากจากพี่ใหญ่สูงและก้าวยาวกว่าจนพี่สงวนตามไม่ทัน ทำให้ให้เวลาวิ่งเชือกที่คล้องมือกระตุกดึงกันเองทำให้ยิ่งช้าลง เจอปัญหาเช่นนี้ทั้งสองต่างก็คิดหาทางแก้ไขโดยการสังเกตกันและกันแล้วค่อยๆปรับเข้าหากัน พี่ใหญ่ก็วิ่งให้ช้าลง ก้าวให้สั้นขึ้น พี่สงวนก็ก้าวให้ถี่และไว กระชากแขนให้แรงขึ้นเพื่อจะตามพี่ใหญ่ได้ทัน แล้วซ้อมด้วยกันจนกระทั่งเกิดความเคยชิน ภายในเวลา4เดือน ก็วิ่งไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น จนเดี๋ยวนี้จากการที่ทั้งสองไปแข่งด้วยกันมาในหลายๆรายการจนเข้าขากัน ขนาดที่ว่าแม้ไม่มีเชือกก็ยังวิ่งได้พร้อมกัน


นอกจากสิ่งที่โค้ชสอนแล้วเทคนิคเฉพาะตัวที่พี่สงวนพบด้วยตัวเอง เช่น การออกตัวต้องทำให้เร็วที่สุด เพราะใครออกตัวก่อนเพียงเสี้ยวนาทีก็มีโอกาสชนะได้แล้ว เพราะทุกคนต่างก็ฝึกมาเหมือนกัน นอกจากนี้เวลาจะเร่งความเร็วพี่สงวนก็จะก้มตัวลง สับเท้าให้เร็ว ยกเข่าให้สูง เพราะการยกเข่าต่ำจะเป็นการเบรกตัวเอง ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่พี่สงวนได้รับจากประสบการณ์การวิ่งมากว่า10ปี ซึงพอค้นพบแล้วพี่สงวนก็นำไปสอนให้แก่เด็กๆรวมทั้งลูกสาวที่เป็นนักกีฬาวิ่งเช่นเดียวกัน


นอกจากพี่ใหญ่จะช่วยสอนเรื่องกีฬาแก่พี่สงวน พี่ใหญ่ยังคอยเป็นกำลังใจ คอยดูแลช่วยเหลือหลายๆอย่าตลอดการเก็บตัว ถึงแม้ว่าการแข่งขันจะจบลงไป แต่ทั้งสองก็ยังติดต่อกันผ่านโทรศัพท์ได้อยู่ ปีไหนพี่สงวนติดทีมชาติอีกก็มาเจอกันใหม่ ทุกครั้งที่พี่สงวนจะกลับบ้านพี่ใหญ่ก็จะไปส่งถึงรถทัวร์เลยทีเดียว


เมื่อกลับบ้านไปแล้วแม้จะไม่มีโค้ช พี่สงวนก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ออกกลังกายตลอด ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดเชือกให้ลูกสาวพาวิ่ง เตรียมพร้อมเสมอทั้งด้านร่างกายและจิตใจ


นอกจากโค้ชที่คอยช่วยเหลือทางด้านกีฬาและคอยเป็นกำลังใจแล้ว ครอบครัวและคนรอบข้างก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด พี่สงวนมีคุณพ่อ ภรรยา และลูกสาวที่คอยเป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างเสมอมา แม้พี่สงวนจะมองไม่เห็นแต่พอตื่นมาทุกเช้าก็จะทำงานบ้าน ถูล้านล้างชาม เป็นปกติ โดยใช้ประสบการณ์จากตอนทียังตาดีและความเคยชินกับสถานที่ โชคดีว่าบ้านหลังนี้พี่สงวนเป็นคนวางแบบเอง ทำให้ทำอะไรได้อย่างคล่องแคล่ว แต่จะมีปัญหาตรงที่ว่าถ้าหากว่าใครเอาสิ่งของมาวางไว้พี่เขาก็จะเดินชนได้ หรือหากย้ายที่โดยไม่บอกกล่าว ก็จะหาไม่เจอ นอกจากทำงานบ้านแล้วพี่สงวนยังเลี้ยงลูกสาวด้วยตนเอง โดยอาศัยว่าแต่ก่อนเคยเห็นคนอื่นเลี้ยงเด็ก พี่สงวนพยายามใช้การสังเกตเอา เช่น หากปล่อยเด็กลงก็จะฟังเสียงเอาว่าเด็กไปทางไหนบางครั้งก็มีพลาดบ้างอย่าการป้อนข้าวแต่พอเด็กโตขึ้นก็จะช่วยเหลือตัวเองได้ทำให้งานเบาลง พี่สงวนเลี้ยงลูกจนกระทั่งเข้าโรงเรียน แล้วคุณยายมาดูแลแทน เมือลูกสาวโตขึ้นก็ช่วยเหลือพี่สงวน คอยเป็นผู้ช่วยพาวิ่งให้ และเมื่อใกล้การแข่งขันแม้ว่าพี่สงวนจะไปแข่งถึงต่างประเทศทางก็ยังคอยเป็นกำลังใจอยู่ตลอด แต่ในปีนี้เนื่องจากพี่สงวนเริ่มมีอายุแล้วทางบ้านจึงไม่ค่อยสนับสนุนให้มาแข่งเท่าไร


ในส่วนความสัมพันธ์กับของคนรอบข้างพี่สงวนคิดว่าไม่ว่าจะเป็นคนปกติหรือหรือคนพิการทางสายตา ก็ไม่ได้ต่างกัน ดีกับเขาเหมือนกัน คนปกติกว่า90 เปอร์เซ็นต์ช่วยเหลือเป็นอย่างดี ส่วนคนที่ไม่ดีกับเขาจะมีก็แต่คนที่ไม่ชอบเขาอยู่แล้ว ซึ่งพี่สงวนจะฟังเอาน้ำเสียงของผู้พูด เมื่อเจอกับสถานการณ์เช่นนั้น พี่สงวนก็จะนิ่งไว้ เพราะคิดว่าตัวเองไม่สามารถตอบโต้อะไรเขาได้อยู่แล้ว ขนาดคนที่ใกล้ตัวเราก็อย่าง กับภรรยา หรือลูกก็มีทะเลาะกันบ้าง บางครั้งคนปกติกับคนพิการก็ไปด้วยกันลำบาก เขารู้ว่าเราต้องการอะไร แต่ไม่รู้ว่าเราจะทำได้หรือไม่ บางทีทำไม่ได้เขาก็หาเรื่องเรา ทำให้ทะเลาะกัน


เมื่อถามพี่สงวนว่ากับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันพอใจหรือไม่ พี่สงวนก็ค่อนข้างพอใจกับชีวิตในปัจจุบันแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร คนในสังคมก็ยอมรับผู้พิการทางสายตามาขึ้นกว่าแต่ก่อน การช่วยเหลือก็มีมากขึ้น อย่างเช่น อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันก็มีมากขึ้น อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ที่มีระบบอ่านออกเสียงเวลาที่พิมพ์ มีระบบสัมผัส ทำให้เล่นได้ นอกจากนี้ เวลาขึ้นรถประจำทางเขาก็จะลดราคาให้ บางครั้งก็ไม่เก็บเลย


หากเป็นรถทัวร์ เมื่อนำบัตรของสมาคมเขาก็ลดราคาให้1ใน3 ในส่วนของภาครัฐก็จะเอามากกว่านี้ก็ไมได้ พี่สงวนบอกว่าเคยไปเรียกร้องเรื่องของสลากกินแบ่งรัฐบาล เนื่องจาก แม้ว่าจะได้ซื้อสลากในราคาโควตา แต่ด้วยราคาที่ลดลงในช่วงหลังมานี้ ทำให้ได้กำไรน้อย ทั้งที่ต้นทุนสูง บางครั้งขายไม่หมดขาดทุนติดต่อกันหลายงวดก็มี แต่ไปร้องเรียนแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น พี่สงวนกล่าวอย่างปลงๆ


เมื่อคุยมาถึงตรงนี้เราก็ถามพี่สงวนเห็นด้วยหรือไม่กับความคิดที่ว่า ผู้พิการทางสายตามีข้อจำกัดในการเล่นกีฬา และเล่นกีฬาได้เพียงบางประเภท พี่สงวนกล่าวว่าความเห็นนี้เป็นเรื่องจริง เพราะผู้พิการทางสายตาจะไปยิงปืน หรือชกมวยก็ทำไม่ได้ กีฬาที่เล่นได้ก็มีเพียง โบลิ่ง ว่ายน้ำ ยูโด โกลบอล ในการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์เองก็ระบุไว้เพียงไม่กี่ชนิด


เมื่อถามว่าการแข่งขันกีฬาสำหรับผู้พิการ นั้นมีการแข่งขันอะไรบ้าง


พี่สงวนก็กล่าว การแข่งที่สำคัญเลยได้แก่ การแข่งขันกีฬาแห่งชาติจัดขึ้นภายใยประเทศซึ่งจัดหลังจากของนักกีฬาปกติ 1 เดือน การแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ที่พี่สงวนกำลังจะไปแข่งนี้ ซึ่งเทียบเท่ากับกีฬาซีเกมส์ การแข่งขันกีฬาเฟสปิกส์เกมส์ ซึ่งเทียบเท่ากับการแข่งขันกีฬาอาเซียนเกมส์ และการแข่งขันที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคือการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ ซึ่งเทียบกับการแข่งการกีฬาโอลิปิก ไม่ว่านักกีฬาปกติจะไปแข่งที่ไหน หนึ่งเดือนหลังจากนั้นก็จะมีการแข่งขันของนักกีฬาผู้พิการด้วยทุกครั้ง โดยมีการปรับเปลี่ยนสถานที่ให้เหมาะสม



และเมื่อพวกเราถามถึงสิ่งที่พี่สงวนอยากเรียกร้องให้ทางภาครัฐเข้ามาดูแลเป็นพิเศษมีบ้างหรือไม่พี่สงวนก็บอกว่า แม้การช่วยเหลือจะมีน้อยกว่าคนปกติ แต่ก็พอใจกับทุกวันนี้แล้ว เพราะมีเบี้ยเลี้ยง ค้าเหรียญ ค่าที่พัก คลอดการเก็บตัวให้สำหรับนักกีฬา และปีที่แล้วกรมสงเคราะห์ก็มีโครงการช่วยส่งลูกเรียนจนจบชั้นปริญญาตรี ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยาก


เมื่อกล่าวถึงค่าเหรียญพี่สงวนบอกว่ามีความต่างจากนักกีฬาปกติเยอะมาก เช่น กีฬาอาเซียนพาราเกมส์นี้สมัยก่อนไม่มีค่าเหรียญให้ด้วยซ้ำ แต่ปีนี้ทางการกีฬาแห่งประเทศไทยให้คนละ 25,000บาท ในขณะที่นักกีฬาปกติได้คนหนึ่งแสนบาท ดิฉันและเพื่อนๆฟังแล้วถึงกับตกใจในความแตกต่างที่มากขนาดนี้


สุดท้ายพวกเราก็ถามถึงการวางแผนในอนาคตของพี่สงวน พี่สงวนก็บอกว่าสำหรับอนาคตในฐานะนักกีฬานี้ การเล่นกีฬาประเภทลู่ได้มาถึงจุดสูงสุดแล้ว เพราะอายุที่มากขึ้น เดี๋ยวนี้เริ่มมีคนรุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาแข่งขันมากขึ้น ถ้าหากว่าจะเล่นกีฬาต่อจะเปลี่ยนไปเล่นประเภทลู่ ซึ่งในปีนี้พี่สงวนก็ลงแข่งขว้างจักรด้วย


ส่วนอนาคตทางด้านการประกอบอาชีพพี่สงวนก็เตรียมปลูกหน่อไผ่เลี้ยงเพิ่มเติมขึ้นมา เพราะเห็นว่าราคาดี


สำหรับด้านครอบครัว ลูกสาวของพี่สงวนค่อนข้างจะมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬา พี่สงวนกล่าวว่าถ้าหากว่าลูกสาวต้องการเอาดีทางการเล่นกีฬา ก็ตามใจเขา แต่ใจจริงไม่อยากให้เป็นนักกีฬาเท่าไร เพราะเกรงว่าลูกสาวจะเหนื่อย


สุดท้ายพี่สงวนได้ฝากถึงผู้พิการทางสายตาที่จะมาเล่นกีฬาว่า การเล่นกีฬาทำให้ได้ออกกำลัง เป็นสิ่งที่ดีมาก สำหรับผู้พิการหากว่าไม่ได้ออกกำลังกายแล้วจิตใจก็จะถดถอย ไม่มีความสุข ถ้าร่างกายแข็งแรงแล้วจิตใจก็จะเบิกบานไปด้วย เมื่อการสนทนาอันยาวนานจบลง พวกเราต่างให้กำลังใจพี่สงวนให้ชนะเลิศกลับมา ให้สมกับความมุ่งมั่นที่พี่สงวนฝึกซ้อมอยู่ทุกวัน พี่สงวนยิ้มรับอย่างอบอุ่น แล้วเดินจากพวกเราขึ้นหอพักไป


หลังจากการสัมภาษณ์วันนั้นดิฉันก็เฝ้าติดตามรายงานข่าวทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์มาคลอดตั้งแต่เริ่มการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์มาตลอด ซึ่งข่าวเกี่ยวกับนักกีฬาคนพิการมีน้อยมาก จนกระทั่งในวันที่ 20 ธันวาคม 2548 เมื่อดิฉันเปิดข่าวกีฬา ของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ก็พบสิ่งที่น่ายินดีเข้า


. ....กรีฑา เหรียญทอง ขว้างจักร สงวน (พิการสายตา เอฟ 11) 24.88 เมตร (ทำลายสถิติ)

Comment

Comment:

Tweet

sad smile

#1 By (203.146.82.26) on 2008-07-03 17:06