������������

บรรณาธิการ อาชีพในฝันที่ต้องไปให้ถึง

                " จะทำงานหนังสือไปเพื่ออะไร บรรณาธิการคืออะไรแม่ยังไม่รู้เลย เงินก็น้อย งานก็หนัก เสียสุขภาพ " แม่ถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อข้าพเจ้าบอกกับแม่ว่าอยากกลับไปทำงานบรรณาธิการอีก ข้าพเจ้ากลับได้รับคำตอบเช่นนี้ ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ข้าพเจ้าทำงานตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งย่านพระรามสอง แม่กลับไม่เห็นคุณค่าของงานที่ข้าพเจ้าทำเลย อีกทั้งยังไม่สนับสนุนอีกด้วย

                แต่เมื่อลองมาคิดดูให้ดี ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้ทำงานผู้ช่วยบรรณาธิการ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ขอบเขตที่แน่ชัดของงานเช่นกัน รู้แต่เพียงได้ทำหนังสือ ข้าพเจ้าอยากทำงานในสำนักพิมพ์มาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะตนเองโปรดปรานการอ่านหนังสือทุกเล่มที่สมาชิกในครอบครัวซื้อมา ไปไหนมาไหนมักจะหยิบหนังสือเล่มโปรดติดมือไปอ่านเสมอ เมื่อข้าพเจ้าอายุย่างเข้าสู่วัยรุ่น จินตนาการที่สั่งสมมานานก็ค่อยๆพรั่งพรูออกมาเป็นนิยายที่ข้าพเจ้าได้ลองแต่งดู ทว่าไม่มีใครยอมอ่าน ข้าพเจ้าจึงแต่งไม่จบ และละทิ้งความฝันนั้นไป จนกระทั่งเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า ข้าพเจ้าหลงใหลในภาษาจีนเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ลองแปลเพลงและบทความสั้นๆดู ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็ใฝ่ฝันที่จะเป็นนักแปล ในเมื่อเราแต่งเองไม่ได้ ทำไมเราถึงไม่แปลเล่า

               หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัย ได้เรียนเอกภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอย่างที่ตั้งใจไว้ สมัยเรียน เมื่อมีการจัดงานสัปดาห์หนังสือ ข้าพเจ้าก็จะไปรับจ้างแจกใบปลิวบ้าง ไปขายหนังสือบ้าง และยังมีงานล่าม เรียกได้ว่าขอให้เป็นงานใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ข้าพเจ้ายินดีที่จะทำอย่างเต็มกำลัง

                หลังจากเรียนจบ ข้าพเจ้าได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศจีนประมาณหนึ่งปี เมื่อกลับประเทศไทยก็ได้งานล่ามภาษาจีนประจำโรงงานแถบชานเมือง เมื่อทำงานไปได้เพียงเจ็ดเดือน ข้าพเจ้าอยากหางานในสำนักพิมพ์ทำเพื่อสานฝันนักแปลของตัวเองให้เป็นจริง ข้าพเจ้าจึงขอลาออกกับเจ้านายชาวไต้หวัน เจ้านายบอกกับข้าพเจ้าว่า ให้ไปทำตามฝันเสียให้พอ ถ้าอยากจะกลับมาที่โรงงานอีก เจ้านายก็ยินดีต้อนรับเสมอ ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก

                ข้าพเจ้าได้ไปสัมภาษณ์งานตามสำนักพิมพ์ แต่เมื่อต้องทำแบบทดสอบ แก้ไขคำผิดในบทนิยายที่ยกมา พร้อมเขียนคำโปรย ข้าพเจ้าทำไม่ได้ ตอนที่อ่านนั้นรู้สึกว่าผู้แต่งเขียนมาดีแล้ว ไม่ทราบว่าจะแก้อะไร สุดท้ายก็ไม่ผ่านการทดสอบ

                ต่อมาสำนักพิมพ์ย่านพระรามสองโทรมานัดให้ไปสัมภาษณ์งานที่โรงแรมย่านหัวลำโพง เจ้านายได้นัดคุยงานกับอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ซึ่งข้าพเจ้ามาทราบทีหลังว่าท่านเป็นนักเขียนชื่อดัง การสัมภาษณ์งานครั้งนี้เจ้านายถามเพียงข้าพเจ้าชอบอ่านหนังสือหรือไม่ แล้วอ่านหนังสือเล่มใดของทางสำนักพิมพ์บ้าง หลังจากนั้นจึงตกลงให้ข้าพเจ้าทดลองงานสามเดือน ภายในสามเดือนต้องปิดหนังสือให้ได้หนึ่งเล่ม ข้าพเจ้าดีใจมากที่ได้ทำงานในสำนักพิมพ์ ทั้งที่ในตอนนั้นไม่ทราบว่า "ปิดเล่ม" หมายความว่าอะไรด้วยซ้ำไป

                เมื่อเริ่มทำงานข้าพเจ้าถึงได้ทราบว่า งานบรรณาธิการไม่ใช่งานแปลเหมือนที่ข้าพเจ้าเคยคิดไว้ แต่น่าสนใจกว่านั้น เพราะเป็นงานแก้ไขงานแปล หนังสือที่ข้าพเจ้าทำเป็นหนังสือเรียนภาษาจีนของเด็ก ข้าพเจ้ารับผิดชอบหนังสือที่ซื้อลิขสิทธ์มาจากประเทศจีน รวมถึงเล่มที่ข้าพเจ้าเขียนเนื้อหาเอง เมื่อได้เนื้อหาหรือบทแปลมาแล้ว ข้าพเจ้าต้องออกแบบว่าหนังสือที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม ควรมีกี่หน้า ขนาดกี่หน้ายก เมื่อแก้ไขเนื้อหาแล้วก็นำข้อความไปจัดเป็นหน้า ต้องแก้ไขให้ถูกต้องทุกวรรคทุกตอน เมื่อตรวจทานเรียบร้อยหมดทุกอย่างแล้ว จึงส่งเนื้อหาไปร้านทำแผ่นเพลทซึ่งเป็นแผ่นตะกั่วที่ใช้ในโรงพิมพ์ เมื่อได้แผ่นเพลทมาข้าพเจ้าจะตรวจสอบอีกรอบ แล้วจึงนำส่งโรงพิมพ์เพื่อพิมพ์เป็นหนังสือ เมื่อจบขั้นตอนนี้จึงถือว่าปิดเล่ม

                ช่วงแรกที่ข้าพเจ้าเริ่มงาน ข้าพเจ้าพบว่าภาษาไทยของตนเองนั้นแย่มาก ประโยคที่ข้าพเจ้าคิดว่าถูกต้อง กลับถูกบรรณาธิการรุ่นพี่แก้จนเป็นสีแดงเถือกทั้งเล่ม ข้าพเจ้าพบว่าพื้นฐานทางภาษาไทยของตนนั้นด้อยกว่าคนอื่น เนื่องจากหนังสือที่ข้าพเจ้าชอบอ่านนั้นเป็นหนังสือแปลทั้งหมด แต่เพื่อนร่วมงานนั้นอ่านนิยายไทย ข้าพเจ้าจึงต้องพยายามอ่านหนังสือให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มคลังคำให้กับตัวเอง   

                ทุกๆวันที่ไปทำงานนั้นเหมือนกับการไปเรียนหนังสือ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อ่านหนังสือมากมาย ปรึกษากับเพื่อนๆเรื่องการใช้คำ ได้ลงมือเขียนคำนำ คำโปรย คำโฆษณา แปลหนังสือ อีกทั้งออกแบบว่าจะให้ทางฝ่ายศิลปกรรมวาดรูป หรือออกแบบอย่างไร การทำงานจึงสนุกสนานเป็นอย่างมาก หนึ่งปีที่ได้ทำงานร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อนๆนั้นผ่านไปเร็วมาก ข้าพเจ้าตัดสินใจลาออกเพื่อไปเรียนต่อ แต่เนื่องจากคุณพ่อของข้าพเจ้าเกิดอุบัติเหตุถูกน้ำมันระเบิดใส่ ข้าพเจ้าและคนในครอบครัวจึงต้องช่วยกันดูแลคุณพ่อ แม้ว่าจะลาออกไปแล้วแต่ทางสำนักพิมพ์ยังคงมีงานให้ข้าพเจ้าทำอยู่ ซึ่งเป็นงานอิสระและทำอยู่กับบ้าน ถึงแม้หนังสือเล่มที่ทำอยู่จะไม่ใช่เล่มที่ชอบนัก แต่ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ผลงานเสร็จออกมาเป็นเล่ม เหมือนกับเราดูแลลูกของเราตั้งแต่คลอดและเห็นเขาเติบโต ออกไปผจญโลกกว้าง ทุกครั้งที่เห็นคนอ่านมาเลือกซื้อ ข้าพเจ้าก็จะดีใจอย่างมากเพราะหนังสือที่เรามีส่วนสร้างสรรค์นั้นได้ให้ความรู้แก่ผู้อ่าน

                หลังจากออกจากงานผู้ช่วยบรรณาธิการข้าพเจ้าได้ไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ซึ่งข้าพเจ้าทำได้ไม่ดีเลย งานล่ามที่ใหม่ข้าพเจ้าทนไม่ได้กับการทำงานที่ต้องคอยไปพะเน้าพะนอข้าราชการ แม้จะยอมรับได้ในภายหลัง แต่ก็ไม่มีความสุขในการทำงาน ข้าพเจ้าจึงขอลาออกเพราะเครียดมากจนเจ็บไข้

                ภายหลังข้าพเจ้าได้งานที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง มีหน้าที่แก้งานแปลสำหรับการพากย์บทสารคดีและละครต่างประเทศ ซึ่งลักษณะงานมีส่วนคล้ายงานบรรณาธิการมาก แต่งานสื่อสารมวลชนนั้นต้องการคนที่ทำงานว่องไว หัวหน้างานจึงประเมินไม่ให้ข้าพเจ้าผ่านงาน ข้าพเจ้าเสียใจมาก ทั้งที่ทำงานเต็มที่แล้ว อีกทั้งรู้สึกเสียความมั่นใจ ไม่รู้ว่าตนเองมีอะไรดีเหลือบ้าง

                เมื่อแม่เห็นข้าพเจ้าเสียใจ จากเดิมที่ไม่อยากให้กลับไปทำงานบรรณาธิการ แม่จึงบอกให้ทำงานอิสระที่รับมาให้เสร็จ แล้วอยากจะไปทำงานหนังสือที่ไหนก็ตามใจ เพราะถ้าทำงานที่ไม่ชอบ ก็จะทำไม่มีความสุข ช่วงนี้ก็ให้ช่วยงานที่บ้านไปก่อน ข้าพเจ้าโผเข้ากอดแม่ และร้องไห้อยู่พักใหญ่ถึงได้สงบลง

                หลังจากพิจารณาเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตนเองแล้ว ข้าพเจ้าก็ตั้งใจว่าจะหางานบรรณาธิการทำต่อไป เพียงแต่ตอนนี้ต้องหยุดรักษาสุขภาพ หยุดเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง หยุดตอนนี้เพื่อก้าวไปข้างหน้าปัจจุบันข้าพเจ้าทำงานบรรณาธิการตรวจเนื้อหาหนังสือเรียนภาษาจีนอยู่กับบ้าน และแบ่งเวลาไปเรียนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทยด้วย เพื่อพัฒนาภาษาไทยของตนเอง เมื่อทำงานทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย และรักษาอาการป่วยให้หายดี ข้าพเจ้าจะเริ่มหางานบรรณาธิการให้เร็วที่สุด เพราะข้าพเจ้าทราบแล้วว่าอาชีพบรรณาธิการเป็นอาชีพที่ข้าพเ-จ้าอยากทำไปตลอดชีวิต