princess

ตำนานสุสานองค์หญิง

posted on 01 Mar 2006 19:56 by yu2529

แปลมาจ้า จาก...

ตำนานสุสานองค์หญิง

สมัยราชวงศ์ชิง ห่างจากสวนยวี่เยวียนถันทางด้านทิศตะวันตกไปไม่ไกล มีสุสานแห่งหนึ่ง ผู้คนต่างเรียกขานว่า สุสานองค์หญิง ซึ่งแท้จริงแล้วสุสานแห่งนี้เป็นขององค์หญิงท่านใดกันเล่า?

เล่าขานกันว่าจักรพรรดิเฉียนหลงได้ส่งคนไปรื้อถอนสุสานราชวงศ์หมิง เพื่อที่จะสร้างที่ฝังพระศพของพระองค์เอง มหาเสนาบดีหลิวยงได้กราบบังคมทูลยื่นสาส์นกล่าวโทษองค์จักรพรรดิถึงโทษแห่งการขุดค้นสุสาน จักรพรรดิเฉียนหลงไม่อาจปฏิเสธความผิดได้ จึงจำต้องรับสั่งเนรเทศพระองค์เองไปยังเจียงหนาน กล่าวถึงการเนรเทศ ในความเป็นจริงแล้ว ประการแรก มิได้ทรงชุดนักโทษ ประการสอง ขื่อสวมคอก็มิได้ใส่ เพียงแค่เปลี่ยนเป็นชุดลำลอง ทรงพระมาลาเปลือกแตง เดินเท้าไปก็เท่านั้น หลิวยงและเหอคุนก็ตามเสด็จไปด้วย

นี่เป็นครั้งแรกที่จักรพรรดิเฉียนหลงได้เสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลางพสกนิกร ประสบกับอะไรก็ล้วนแต่เป็นสิ่งแปลกใหม่ ระหว่างทางก็ชี้นั่นชี้นี่ ตรัสถามสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่ทันรู้ตัว ตะวันก็ตกดินไปเสียแล้ว จักรพรรดิเฉียนหลงทรงทั้งเหนื่อยทั้งหิว พวกเขาได้เดินเข้าไปในหมู่บ้าน มาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง เหอคุนไปเคาะประตู ผู้ที่มาเปิดประตูเป็นท่านผู้เฒ่าผู้หนึ่ง ท่านผู้เฒ่าเห็นลักษณะท่าทางพวกเขาดูท่าไม่ใช่คนเลว จึงให้เข้ามาในบ้าน เรียกบุตรสาวมาเตรียมข้าวปลาอาหารให้กับแขกเหรื่อทั้งสามท่าน บุตรสาวของท่านผู้เฒ่าพึ่งจะมีอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปีเท่านั้น ชุดที่สวมใส่นั้นแม้จะเก่าๆขาดๆ แต่ดูสะอาดและปราดเปรียว ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง เวลาชั่วประเดี๋ยว เด็กสาวก็ยกบะหมี่ร้อนร้อนควันฉุย และมันแกวชามโตมาขึ้นโต๊ะ คนทั้งสามหิวซึ่งหิวจัด ก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย

วันที่สาม พอพวกเขาออกจากบ้าน ก็เห็นเด็กสาวสวยสดงดงามยิ่งไปกว่าเมื่อวานเย็นเสียอีก จักรพรรดิเฉียนหลงโปรดเด็กสาวคนนี้มาก จึงตรัสกับท่านผู้เฒ่าว่า ท่านผู้เฒ่า ท่านจักยินดี ก็จงยกบุตรสาวของท่านให้เป็นบุตรบุญธรรมของเราเถิด ท่านผู้เฒ่าได้ยินก็ดีใจนัก ให้ลูกสาวเข้ามาพบท่านพ่อบุญธรรม จักรพรรดิเฉียนหลงทรงนำเงินออกมา แล้วพูดกับท่านผู้เฒ่าว่า ท่านจงนำไปตัดเสื้อผ้าสองสามชุดให้กับลูกสาวเถิด อีกทั้งยังพระราชทานผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้ด้วยใจที่ชื่นมื่น ตรัสกับเด็กสาวว่าเด็กน้อยเอ๋ยหากแม้นว่าเจ้าพบเจอกับอันตราย ก็จงนำมันไปหาข้าที่นครหลวงเพียงแค่เจ้าถามหาฮ่อง....... บัดนั้นหลิวคุนร้องเสียงหลงขึ้นมาหนึ่งครา แล้วรับพูดต่อว่า สอบถามถึงลานใหญ่ราชสำนัก! จักรพรรดิเฉียนหลงรีบเปลี่ยนพระดำรัสทันใด ใช่ !ใช่ลานใหญ่ราชสำนัก

หลายปีต่อมา ได้เกิดภัยแล้งอย่างหนักต่อเนื่องกันหลายปี สองพ่อลูกสุดที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ จำใจต้องเข้ามายังนครหลวงหาท่านพ่อบุญธรรม สองพ่อลูกมาถึงเมืองหลวงด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอย่างยิ่ง หาลานบ้านสีเหลืองไปทั่วทั้งนครหลวง แต่ก็หาบ้านของพ่อบุญธรรมไม่พบ ทั้งสองได้แต่เฝ้าตำหนิตัวเองที่สะเพร่าในตอนแรก ไม่ถามพ่อบุญธรรมว่ามี ชื่อเสียงเรียงนามอันใด พำนักอยู่ถนนสายไหน สองพ่อลูกอยู่ที่นครหลวงไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีทั้งเงินไม่มีทั้งอาหาร ไร้ที่พำนัก หมดหนทาง จำต้องไปขอข้าวเขากินตามข้างทางในตอนกลางวัน ตกเย็นก็ขดตัวนอนอยู่ที่เชิงกำแพงหรือตามศาลเจ้าร้างผ่านค่ำคืนนั้นไป ท่านผู้เฒ่าอายุมากแล้ว ไม่เคยต้องผ่านชีวิตที่ยากลำบากเช่นนี้มาก่อน ได้ล้มป่วยลง หญิงสาวกลัดกลุ้มก็ได้แต่ร้องไห้ ไม่รู้จะทำเช่นไร

เช้าตรู่วันนั้น หญิงสาวหมดหนทางไม่รู้จะทำเช่นไร เดินมาถึงข้างคูเมือง คิดฆ่าตัวตาย แต่ฉุกคิดถึงพ่อที่ป่วยขึ้นมาก็ลังเล จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ตายก็ไม่ได้ ได้แต่ร่ำไห้อยู่ริมน้ำแต่เพียงตามลำพัง ว่าไปแล้วก็แสนจะบังเอิญ เวลานั้นหลิวยงออกมาเดินเล่นพอดิบพอดี ได้ยินเสียงร่ำไห้ที่แสนโศกเศร้า ก็เสาะหาเสียงนั้น หญิงสาวเห็นคนมา ก็รีบหยุดร้องไห้ เงยหน้าขึ้นมอง ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว คุณชายท่านนี้ก็คือผู้ที่ติดตามพ่อบุญธรรมไปที่บ้านข้าท่านนั้นใช่หรือไม่? นี่น่าจะเป็นทางรอดแล้วนางรีบลงไปคุกเข่าตรงเบื้องหน้า การคุกเข่านี้ทำให้หลิวยงงงงัน เขาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็นึกขึ้นมาได้ อ๋อ เป็นธิดาบุญธรรมของฝ่าบาทนั่นเอง ! ครั้นแล้ว เขาก็ถามสาเหตุให้กระจ่าง แล้วรับท่านผู้เฒ่าและหญิงสาวเข้าจวน ถึงตำหนักแล้วสองพ่อลูกถึงรู้ว่า พ่อบุญธรรมที่แท้ก็คือจักรพรรดิเฉียนหลง คุณชายที่รับพวกเขาเข้ามาก็คือ มหาเสนาบดีหลิวยง ลานใหญ่ราชสำนักก็คือวังหลวง สองพ่อลูกตะลึงเป็นอย่างแรก กลัวเป็นอย่างที่สอง ในใจคิดว่า สามัญชนจะกล้าเกี่ยวดองเป็นพระญาติกับจักรพรรดิได้อย่างไร ?

รุ่งเช้าวันที่สอง หลิวยงนำสองพ่อลูกเข้าวังไปพบจักรพรรดิเฉียนหลง อนึ่ง หลังจากจักรพรรดิเฉียนหลงเสด็จกลับเข้าวังแล้ว ก็ทรงลืมเรื่องราวของธิดาบุญธรรมไปหมดสิ้น ปัจจุบันก็พึ่งจะทรงระลึกขึ้นมาได้ แต่ทรงกลัวว่าคนอื่นรู้เรื่องนี้เข้าจะหัวเราะเยาะความเกี่ยวดองเป็นญาติระหว่างจักรพรรดิกับตาแก่บ้านนา จึงคิดไม่ยอมรับความสัมพันธ์ แต่ในมือของสองพ่อลูกนั้นมีผ้าเช็ดหน้าสีเหลืองของพระองค์เองอยู่ ทั้งยังมีหลิวยงเป็นพยาน จะบิดพลิ้วไปได้อย่างไร ทรงหมดหนทาง จำต้องนำคนทั้งสองเข้าวังอย่างเปิดเผย และหาที่อยู่ให้ คาดคิดไม่ถึงว่าแม้ไม่ได้ทุกข์เรื่องการกิน กลุ้มเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์ แต่ด้วยพิธีรีตองที่มากมายเหลือเกิน พระบรมวงศานุวงศ์เอย เหล่าข้าราชบริพารนับร้อย ทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ องครักษ์ใกล้ชิดที่ล้วนแต่ประจบสอพลอ ท่านผู้เฒ่าล้วนแต่มิอาจรับได้ เดิมทีแค่ร่างกายก็เจ็บป่วยจนอาการหนักอยู่แล้ว แล้วยังเพิ่มความตื่นตระหนกอย่างต่อเนื่องเข้าไปอีก ผ่านไปไม่นานเขาก็เสียชีวิตลง ก่อนสิ้นใจ ได้สั่งเสียให้ลูกสาวนำศพของเขากลับไปฝังยังบ้านเกิด

นับจากนี้ไป ก็เหลือแต่เพียงหญิงสาวที่ต้องใช้ชีวิตในวังคนเดียวอย่างเดียวดายน่าสงสาร ทุกวันได้แต่เผ้าคะนึงถึงบิดา คิดถึงคำสั่งเสียสุดท้ายของท่านผู้เฒ่า น้ำตาก็มักจะไหลรินอาบแก้ม นางมีคำพูดมากมายที่ไม่รู้จะไปพูดกับใคร ไม่เพียงต้องกล้ำกลืนฝืนทน ทุกวันยังต้องดำเนินชีวิตอย่างอกสั่นขวัญแขวนตลอด นางสนม องค์หญิงเห็นนางรูปร่างหน้าตาสะสวย ก็อิจฉานาง ถางถางเหน็บแนมด้วยถ้อยคำที่กระทบกระเทียบอยู่เป็นประจำ ท่านอ๋อง องค์ชาย เหล่าลูกท่านหลานเธอทั้งหลาย เห็นนางงดงาม ก็ปฏิบัติกับนางต่างกันไป แต่ก็ล้วนแต่แฝงไปด้วยเจตนาร้ายต่อนาง ระรานนางอยู่บ่อยๆ เหล่าขันที หญิงรับใช้รอบข้างนั้น ด้วยเหตุว่านางฐานะเดิมนั้นต่ำต้อยยากจน ไม่มีเงินจะมาให้ได้จึงดูถูกนาง มักจะวิพากษ์วิจารณ์นางลับหลังเป็นประจำ สุภาษิตกล่าวว่า ยอมกินโจ๊กให้สบายใจ ดีกว่ากินข้าวแล้วหน้าตาบูดบึ้ง (ความหมายคือ เวลาทานอาหาร ขอเพียงมีจิตใจเปรมปรีดิ์ ไม่ว่าจะกินอะไรก็ได้ทั้งนั้น) หญิงสาวนั้นร้องไห้ตลอดวัน วันเวลาผ่านไป ก็ล้มป่วยลง ด้วยเวลาไม่นาน หญิงสาวก็ป่วยหนักจนเดินไม่ไหว น้ำสักหยด ข้าวสักเม็ดก็ไม่ตกถึงท้อง สติค่อยค่อยเลอะเลือนไป นางกำนัลในวังก็หวาดกลัว ไปกราบทูลฮ่องเต้ จักรพรรดิเฉียนหลงจำใจต้องมาทอดพระเนตรอาการของนาง แต่หญิงสาวก็ป่วยหนักจนเดินไม่ไหวแล้ว วันที่สาม นางก็เสียชีวิตไป กล่าวถึงคำร้องขอก่อนสิ้นใจของนางต่อฮ่องเต้ ให้นำร่างของนางและบิดากลับไปฝังยังบ้านเกิด จักพรรดิก็พูดว่า ฝังฝังไปให้สิ้นเรื่องเถิด!

เวลานั้น หลิวยงเข้าวังมาพอดี ได้ดินคำพูดเช่นนี้ในใจก็ไม่ยินดี รีบเข้าไป ถวายคำนับองค์จักรพรรดิแล้วว่า กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันหนึ่งมีเรื่องหนึ่งไม่กระจ่าง พอจักพรรดิได้สดับฟัง ก็ทรงส่ายพระพักตร์ติดต่อกันหลายหน ทรงกลัวที่จะสดับฟังคำพูดนั้นของหลิวยง หลิวยงก็พูดอีกคำว่า หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งไม่กระจ่าง เคยกล่าวโทษฝ่าบาทและเหล่าขุนนางมามากมาย คราวนี้ไม่ทราบว่าผู้ใดโชคร้ายกันแน่ จักรพรรดิเฉียนหลงทรงรีบส่ายพระเศียร ทั้งโบกพระหัตถ์ใส่หลิวยง ความหมายคือ ไว้เราค่อยไปคุยกันเถิด หลิวยงแสร้งทำเป็นไม่เห็น พูดต่อว่า องค์หญิงท่านนี้ว่าไปแล้วแม้มิใช่ธิดาที่แท้จริงของฝ่าบาท แต่ก็เป็นธิดาบุญธรรมที่พระองค์ทรงรับไว้เองมิใช่รึ!ทั้งยังทรงทิ้งสิ่งยืนยันไว้ให้ เช่นนี้แล้วจะฝังศพอย่างหยาบหยาบได้หรือ ฝ่าบาทจะลดพระเกียรติของพระองค์หรือไร! ทรงดำริในหทัยว่า ยิ่งกลัวเจ้า เจ้ายิ่งมา ช่างโชคร้ายอะไรเช่นนี้ !ทรงจ้องเขม็งไปยังหลิวยง แต่ก็ได้เพียงระงับอารมณ์ไว้ถ่ายทอดรับสั่งให้จัดพิธีศพแก่องค์หญิง นำศพของนางไปฝังไว้ยังถนนชุ่ยเวย ณ ที่แห่งนั้น

ผู้คนล้วนเรียกขานสุสานแห่งนี้ว่าสุสานองค์หญิง วันเวลายาวนานผ่านไป รอบข้างก็รกไปด้วยพงหญ้า กระทั่งก่อนหน้าการบุกเบิก สุสานที่โดดเดี่ยวแห่งนี้ ก็ยังคงตั้งอยู่อย่างเดียวดาย ณ ที่แห่งนั้น ต่อไป เหมือนกับหญิงสาวก่อนหน้าที่มีชีวิตอยู่ในวังอย่างเงียบเหงาวังเวง

http://www.itsqq.com/a/jd/zh/a/2005-05-01/23972.html


edit @ 2007/03/01 16:59:05